Monday, May 6, 2024

Referents และ References คำ/การอ้างอิงในไวยากรณ์อังกฤษ

Referents และ References คำ/การอ้างอิงในไวยากรณ์อังกฤษ 

Janpha Thadphoothon

สิ่งที่เราควรรู้ในการเรียนภาษาอังกฤษคือ References และ คำสรรพนามใช้อ้างอิง เช่น He She It
ก่อนอื่น มีคำอยู่สองคำที่จะนำมาแนะนำ Referents และ References ลองมาดูคำนิยามกันนะครับ




1. Reference คืออะไร

   - การอ้างอิงคือการกระทำหรือการปฏิบัติในการอ้างอิงถึงบางสิ่ง ซึ่งมักจะบ่งชี้หรือระบุถึงสิ่งนั้นสิ่งนี้ บุคคลนั้น บุคคลนี้

Reference is the action or practice of referring to something, often to indicate or identify it.

เมื่อเรากล่าวถึงบางสิ่ง เรากำลังมุ่งความสนใจไปที่สิ่งนั้นหรือเชื่อมโยงกับสิ่งนั้น ซึ่งสามารถทำได้ผ่านคำพูด วลี หรือแม้แต่ท่าทาง ตัวอย่างเช่น เมื่อเราพูดว่า "The book on the table / หนังสือบนโต๊ะ" เรากำลังหมายถึงหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งซึ่งอยู่บนโต๊ะใดโต๊ะหนึ่ง ในความหมายที่กว้างขึ้น การอ้างอิงคือการที่ภาษาชี้หรือบ่งบอกถึงสิ่งต่างๆ แนวคิด หรือความคิดในโลกรอบตัวเรานั่นเอง


2. Referent คืออะไร

 การอ้างอิงคือสิ่งหรือแนวคิดเฉพาะที่คำหรือสำนวนอ้างถึงหรือแสดงถึง (A referent is a specific thing or concept that a word or expression refers to or denotes.)

 ในแง่ภาษาศาสตร์ ผู้อ้างอิงคือตัวตนที่แท้จริงที่คำหรือวลีอ้างถึง ตัวอย่างเช่น ในประโยค "She's reading a book. เธอกำลังอ่านหนังสือ" คำว่า "She/เธอ" เป็นคำสรรพนามที่อ้างถึงบุคคลหรือนิติบุคคลเฉพาะเจาะจง บุคคลหรือนิติบุคคลเฉพาะเจาะจงที่ถูกอ้างถึง (ในกรณีนี้คือบุคคลที่กำลังอ่าน) คือการอ้างอิงถึงสรรพนาม "เธอ" ในทำนองเดียวกัน ในประโยค "The cat is on the mat" คำว่า "cat" หมายถึงสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นคำอ้างอิงของคำว่า "cat"

กล่าวโดยย่อ 
การอ้างอิงคือการชี้ไปที่บางสิ่งบางอย่าง ในขณะที่ตัวอ้างอิง (Referent) คือสิ่งหรือแนวคิดเฉพาะที่ถูกชี้ไปโดยคำหรือสำนวน แนวคิดเหล่านี้เป็นพื้นฐานในการทำความเข้าใจวิธีการทำงานของภาษาและการถ่ายทอดความหมายผ่านคำและวลี

การอ้างอิงในตัวบท (Text) มีหลายวิธีดังนี้

1. การอ้างอิงโดยใช้ "the" (Referencing using 'the')


ดังที่เราทราบกันดี The คือคำนำหน้าข้อความ Ex. The book

ในภาษาอังกฤษ คำนำหน้านาม (articles) อย่าง "the" ทำหน้าที่ชี้เฉพาะเจาะจง (specificity) บ่งบอกว่าเรากำลังพูดถึงบุคคล สิ่งของ หรือแนวคิดที่กล่าวถึงไปแล้ว หรือเป็นที่รู้จักของผู้ฟัง/ผู้อ่าน เราใช้ The + NP เพื่ออ้างอิงอยู่บ่อยๆ ตัวอย่าง:

  • ภาษาอังกฤษ: The queen will make a visit today. (พระราชินีจะเสด็จฯ มาเยือนในวันนี้)
  • คำอธิบาย: ประโยคนี้ใช้ "the queen" (พระราชินี) ซึ่งสันนิษฐานว่าผู้อ่านรู้จักอยู่แล้วว่าหมายถึงพระราชินีองค์ใด

The คือคำนำหน้านาม "the" ยังสามารถใช้เพื่ออ้างอิงถึงสิ่งของที่ไม่เหมือนใคร (unique) เช่น "The sun/ ดวงอาทิตย์" หรือ "The moon ดวงจันทร์" ตัวอย่าง:

  • The sun rises in the east and sets in the west. (ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตก) ประโยคนี้ใช้ "the sun" (ดวงอาทิตย์) โดยไม่ต้องมีคำอธิบายเพิ่มเติม เพราะผู้อ่านเข้าใจว่าหมายถึงดวงอาทิตย์ดวงเดียวบนท้องฟ้า

เพิ่มเติม:

  • คำนำหน้านาม "the" ยังสามารถใช้เพื่ออ้างอิงถึงสิ่งของที่ไม่เหมือนใครในบริบทเฉพาะได้ เช่น

    • I'm going to the park to meet my friend. (ฉันจะไปที่สวนสาธารณะเพื่อพบเพื่อน)

    • "the park" (สวนสาธารณะ) โดยไม่ต้องมีคำอธิบายเพิ่มเติม เพราะผู้อ่านน่าจะทราบว่าหมายถึงสวนสาธารณะที่เคยมีการพูดถึงไปก่อนหน้านี้ หรือเป็นที่รู้จักอยู่แล้ว

2. Using anaphoric reference

  • Anaphoric reference คืออะไร? (What is Anaphoric Reference?)

    Anaphoric reference (การอ้างอิงแบบอะนาฟอรา) คือ เทคนิคการใช้คำหรือวลีเพื่ออ้างอิงกลับไปยังคำหรือวลีที่กล่าวถึงไปก่อนหน้าในประโยคหรือย่อหน้า โดยช่วยให้ประโยคกระชับและลดการใช้คำซ้ำ ตัวอย่าง:

    • ภาษาอังกฤษ: Sarah went to the store. She bought some milk.
    • คำอธิบาย: ประโยคแรกกล่าวถึง "Sarah" ประโยคถัดมาใช้ "she" (เธอ) เพื่ออ้างอิงกลับไปยัง "Sarah"

    ประโยชน์ของการใช้ anaphoric reference:

    • ความกระชับ: ช่วยให้ประโยคสั้นลงโดยไม่ต้องใช้คำซ้ำ
    • ความชัดเจน: ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างคำหรือวลีที่เกี่ยวข้องกัน
    • ความลื่นไหล: ช่วยให้ประโยคหรือย่อหน้าไหลลื่น

    หลักการใช้ anaphoric reference:

    • ความชัดเจน: สรรพนามหรือ pronoun ใช้ควรชี้ไปยังคำหรือวลีที่กล่าวถึงไปก่อนหน้าอย่างชัดเจน
    • ความสอดคล้อง: สรรพนามที่ใช้ควรสอดคล้องกับเพศและจำนวนของคำนามที่อ้างอิง
    • ความเหมาะสม: ควรใช้วิธีอ้างอิงแบบอะนาฟอราอย่างเหมาะสมกับบริบท
    • การอ้างอิงแบบอะนาฟอรา (anaphora) เป็นเทคนิคการใช้ภาษาที่มีประโยชน์ ช่วยให้ประโยคกระชับ ชัดเจน และลื่นไหล แต่ควรใช้อย่างเหมาะสมเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน

    แหล่งข้อมูล:

3. Using cataphoric reference

  • Less common: Mention that cataphoric reference is less common than anaphora. It's when a pronoun or referring word introduces something that will be mentioned later in the sentence or text.
  • Examples: Provide an example like "This is the best cake I've ever had. It's simply divine!" (Here, "this" introduces the cake before it's described).

4. To Emphasize  การเน้นย้ำ

  • Explain: Briefly explain how "That's why" is a phrase used for emphasis or to connect ideas. It refers back to a previous statement to explain a reason or consequence.
  • Connect to references: You can mention that "That's why" often refers back to the main idea or point being made in the text, acting as a reference point for the explanation.

Additional Tips:

  • Clarity matters: Emphasize the importance of clear reference for good writing. Ambiguous references can confuse readers.
  • Examples: For each point, include more than one example sentence to illustrate the concept.
  • Vary pronouns: When using pronouns for anaphora, it's good practice to vary them (he, she, it, they) to avoid repetitive sentence structure.

  • 5. Referring outward อ้างนอก Text

Referring outward means that a word or phrase in a text points to something or someone outside of the text itself. This could be a person, a group of people, an object, a concept, or even another text.

  • "Don’t get me wrong. 
  • Take it from us. This is a great car."

The phrase "us" refers to a group of people outside the text. It implies that there's a group of people who have experience with the car being discussed, and the speaker is suggesting that the listener should trust their opinion.

Similarly, "me" refers to a real person outside the text. It indicates that the speaker is speaking from their own perspective, implying that the listener should understand their personal point of view.

In both cases, the pronouns "me" and "us" are used to draw on experiences, opinions, or perspectives that exist beyond the boundaries of the text. This helps to connect the text with the wider context or with the intended audience.

บางครั้งการอ้างแนวคิด บุคคล สถานที่ หรือ กิจกรรม ที่ผู็อ่านไม่คุ้นเคย อาจสร้างปัญหาในการสื่อสารได้ เช่น การอ้างถึงแนวคิด Cosmopolitanism อาจจะอ้างถึงแนวคิดที่คนบางส่วนไม่เข้าใจหรือคุ้นเคยก็ได้

By expanding on these points and adding examples, you can create a comprehensive and informative blog post on referents and references in English grammar.

Thursday, May 2, 2024

ประเด็นเรื่องการสอนคำหยาบคาย (Issues of SOTL in ELT) ในชั้นเรียนภาษาอังกฤษ

การจัดการกับคำหยาบ (Profane Language) ในการสอนภาษาอังกฤษ: แนวทางและข้อคิดเห็น

Janpha Thadphoothon, Ed D 

ในสถานการณ์การสอนภาษาอังกฤษ (ELT) ที่เป็นมากกว่าการสอนเพียงแค่ภาษา (Beyond grammar) ความสำคัญของการรักษาความเคารพและสร้างพฤติกรรมที่เหมาะสมในชั้นเรียนก็เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง แต่ทว่า คำหยาบคาย (rude language) นั้นอาจเป็นปัญหาที่ต้องจัดการเป็นพิเศษ เนื่องจากมันเป็นการสื่อสารที่ไม่เหมาะสมและอาจทำให้รบกวนการเรียนการสอน

ในวรรณกรรมทาง ESL/EFL นั้น คำหยาบจะถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของ swearing, (potentially) offensive, and taboo language (SOTL) หรือ SOTL บ้างก็เรียกว่า swearing language หรือคำสบถ
(Wedlock, n.a.)

In English, swearing, offensive and taboo language (SOTL) is most commonly associated
with language related to bodily functions, sexual organs, sexual acts, sexual orientation,
race and/or ethnicity, certain animals, religion, and gender (Pinker, 2007; Jay, 2009), and
may fall into one or more of the following categories - cursing, epithets, profanity,
blasphemy, obscenity, vulgarisms, and expletives (Pinker, 2007; Jay, 2009; Stapleton,
2010).

(Wedlock, หน้า 33)

Andang and Bram (2018) กล่าวว่า

 Swear words or expletives are usually considered negative or rude to be used even in the United States or United Kingdom as English-speaking countries. In English language learning-teaching, swear words become part of linguistic studies and socio-cultural knowledge for teachers and students.

Amanda Gillis-Furutaka (2024) อธิบายว่า Profanity is "expressed not only through words. We use obscene gestures and sign languages have profane signs" - การแสดงภาษาที่หยาบคายสามารถแสดงได่้ทั้งแบบ Verbal หรือวัจนภาษา และแบบ อวัจนภาษา None-Verbal Language

Longdo Dict (https://dict.longdo.com) นิยาม swear word ว่า  คำพูดหรือคำด่าที่หลุดปากออกมาเพื่อแสดงความรู้สึก
ตัวย่าง เช่น เขาชอบหลุดคำสบถที่หยาบคายออกมาบ่อยๆ จนติดเป็นนิสัยไปซะแล้ว

บางคนรับไม่ได้ที่เห็นการใช้ภาษาเช่นนี้ แต่ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไร ชอบมากน้อยแค่ไหน การใช้ภาษาแบบนี้ ยังเป็นไปตามปกติ และนับวันจะยิ่งปรากฎให้เห็นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ทาง Social Media apps


ผมจึงใคร่ขอชวนคิด เรามาลองดูสิครับว่า จะมีวิธีคิด และวิธีการใด้บ้างในการ deal กับเรื่องการใช้ภาษารูปแบบนี้






Table 1: Frequency of Profanity Usage by Online Users

| No. | US Profanities | UK Profanities | Occurrence (COCA) |

|-----|----------------|----------------|-------------------|

| 1.  | shit                       | fuck           | 15684             |

| 2.  | fuck                       |   shit           | 10186             |

| 3.  | damn                   | bloody         | 17418             |

| 4.  | bitch                  | piss           | 5937              |

| 5.  | crap                   | bitch          | 3961              |

| 6.  | piss               | crap           | 1774              |

| 7.  | dick               | cock           | 17284             |

| 8.  | darn               | cunt           | 1902              |

| 9.  | cock               | damn           | 1396              |

| 10. | pussy              | dick           | 1172              |

| 11. | asshole            | bastard        | 2192              |

| 12. | fag                |   bugger         | 338               |

| 13. | bastard            | fag            | 3836              |

| 14. | slut           | pussy          | 762               |

| 15. | douche         | bollocks       | 137               |

| 16. | bloody         | slut           | 10742             |

| 17. | cunt           | arsehole       | 350               |

| 18. | bugger         | darn           | 314               |

| 19. | bollocks       | asshole        | 90                |

| 20. | arsehole       | douche         | 24                |

Note: The data comes from Kirk's 2013 Facebook survey, which ordered the most commonly used profanities by Americans that year. Out of ninety profanities surveyed, twenty emerged as the most frequent on Facebook. To compare, the researchers also gathered frequency data from COCA and added United Kingdom data. The resulting frequencies of profanities from both Facebook and COCA are presented.

Source: Andang, K., & Bram, B. (2018). Swear words and their implications for English language learning-teaching. LLT Journal, 21(Suppl), 43. doi:10.24071/llt.2018.Suppl2105

ข้อคิดเริ่มต้นที่สำคัญคือการเข้าใจว่าทำไมคำหยาบคายถึงถูกมองว่าไม่เหมาะสมในสภาพแวดล้อมการเรียนการสอน โดยส่วนใหญ่เป็นเพราะมันมีลักษณะที่รุนแรง ซึ่งไม่เหมาะสมกับการเรียนการสอนที่มีอารมณ์และมีระเบียบ

แนวทางการจัดการกับคำหยาบคายในชั้นเรียน:

1. การสอนด้วยตัวอย่าง: การใช้ตัวอย่างที่ชัดเจนและสังเกตได้ในการสอนเกี่ยวกับคำหยาบคายจะช่วยให้นักเรียนเข้าใจได้ถึงความสำคัญของการใช้ภาษาที่เหมาะสมในสถานการณ์ต่าง ๆ

2. สร้างบรรยากาศที่สอดคล้องกับมาตรฐาน: การสร้างบรรยากาศที่สอดคล้องกับมาตรฐานการใช้ภาษาที่เหมาะสม จะช่วยสร้างการเคารพและการใช้ภาษาที่สุภาพของนักเรียน

3. การพูดคุยเปิดเผยเรื่องคำหยาบคาย: การสนทนาที่เปิดเผยเกี่ยวกับคำหยาบคายและผลที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้คำหยาบคายในสังคม จะช่วยให้นักเรียน นักศึกษาเข้าใจถึงความสำคัญของการใช้ภาษาที่เหมาะสมและการเคารพต่อผู้อื่น

4. การให้ข้อคิดเห็นและแก้ไขอย่างสร้างสรรค์: การให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการพูดคุยเกี่ยวกับคำหยาบคายและร่วมกันคิดหาวิธีการแก้ไขปัญหา จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและความรับผิดชอบในการใช้ภาษา


ตัวอย่างของคำหยาบคายในภาษาอังกฤษ:  อ้างอิง Corpus of Contemporary American English

(COCA)

  1. Damn: "Oh damn, I forgot to bring my keys."
  2. Di<<: "Stop being such a d<<k, it's not funny."
  3. Shit: "I stepped in dog shit on the way to work."
  4. Bloody: "Bloody hell, I can't believe I missed the bus again."
  5. F<<k: "I don't give a f<<k what he thinks."
  6. Bitch: "She's always such a bitch to everyone."
  7. Crap: "This movie is crap, I can't believe I wasted money on it."
  8. Bastard: "He's a cheating bastard, I can't trust him."
  9. Asshole: "That guy cut me off in traffic, what an >>>>."
  10. Darn: "Darn it, I spilled coffee on my shirt."
  11. Piss: "I'm so pissed off right now, I can't even talk to him."
  12. C<<k: "He's such a co<<y guy, always bragging about himself."
  13. Pussy: "Don't be such a >>>>>, it's just a little pain."
  14. Sl>t: "She's been with so many guys, everyone calls her a sl..."
  15. C>>t: "He called her a c<<t and she slapped him."
  16. Fag: "He's always making fun of people, such a fag."
  17. Bugger: "Oh bugger, I forgot to buy milk."
  18. Douche: "He's such a douchebag, nobody likes him."
  19. Bollocks: "What a load of bollocks, that's not even true."
  20. Arsehole: "He's such an arsehole, always criticizing everyone." Note: Use in context - For educational purposes only การแนะนำ ควรบอกริบทของการใช้ด้วย เช่น การใช้ "darn": - Darn it, I spilled coffee on my shirt. - I missed the last train by a minute. Darn it! การจัดการกับคำหยาบคายในชั้นเรียนภาษาอังกฤษเป็นเรื่องที่ต้องมีการใส่ใจและการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างครูและนักเรียน เพื่อให้มีการเรียนรู้และเข้าใจถึงความสำคัญของการใช้ภาษาที่เหมาะสมและการเ

ส่วนตัวแล้ว ผมว่าวิธีหนึ่งในการจัดการกับสิ่งนี้คือการทำให้ผู้เรียนคิดถึงบริบทของการใช้งาน (context of use) - แตะที่การวิพากษ์วิจารณ์หรือทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ครูควรเน้นให้นักเรียนตระหนักถึงการใช้ภาษาและแนวปฏิบัติ ผมคิดว่าแนวคิดนี้ดีมากครับ การจัดการกับภาษาหยาบคายในชั้นเรียนจริงๆ ต้องเริ่มจากการทำให้นักเรียนเข้าใจถึงบริบทและผลกระทบของการใช้ภาษาหยาบคาย โดยการอธิบายว่าภาษาหยาบคายไม่เพียงแค่ไม่เหมาะสมในบริบทของการเรียนการสอนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการสื่อสารทั่วไปและความสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วย

การใช้ภาพยนตร์ (Films) และเพลงในโซเชียลมีเดีย (social media) เป็นเครื่องมือที่ดีในการเปิดโอกาสให้นักเรียนเข้าใจถึงบริบทและการใช้งานของภาษาหยาบคายได้มากขึ้น เพราะพวกเขามักจะได้ยินหรือเห็นคำเหล่านี้ในบริบทต่างๆ ที่น่าสนใจและมีความสนใจ การใช้เหตุการณ์จริงจากชีวิตประจำวันก็เป็นวิธีที่ดีในการแสดงให้เห็นถึงผลของภาษาหยาบคายต่อความสัมพันธ์และสถานการณ์ต่าง ๆ

นอกจากนี้ ผมว่าครูอาจารย์ควรเน้นให้นักเรียนเห็นคุณค่าของการใช้ภาษาที่สุภาพและเหมาะสมตามบริบท และสร้างการเข้าใจให้นักเรียนเห็นว่าการใช้ภาษาหยาบคายไม่เพียงแค่เสียดสีและไม่เอาใจใส่เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและความคิดของผู้อื่นด้วย

การเน้นให้นักเรียนตระหนักถึงการใช้ภาษาและแนวปฏิบัติเป็นเครื่องมือที่ดีในการสร้างพฤติกรรมที่เหมาะสมในชั้นเรียนและชีวิตประจำวันครับ!

ตัวอย่างในการสอนภาษาอังกฤษ:

ที่เราทำได้คือ เราสามารถใช้เพลงที่มีเนื้อหาที่ใช้ภาษาหยาบคายในบริบทของเพลง (เช่น ของ Justin Bieber - F**k Yourself) เราสามารถใช้เพลงเพื่อสร้างการเข้าใจให้นักเรียนว่าภาษาหยาบคายไม่เหมาะสมในบริบทที่เป็นส่วนของการสื่อสารทั่วไป

นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้วิดีโอโฆษณาหรือโฆษณาโซเชียลมีเดีย (ads) ที่มีการใช้ภาษาหยาบคาย และให้นักเรียนทำการวิเคราะห์ว่าทำไมผู้ผลิตเลือกใช้ภาษานั้น และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้งานนั้น

นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้เหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันเพื่อสอนให้นักเรียนเข้าใจถึงผลกระทบของภาษาหยาบคาย ยกตัวอย่างเช่น การใช้ภาษาหยาบคายในการพูดกับครอบครัวหรือเพื่อน โดยให้นักเรียนตระหนักถึงความรู้สึกและผลกระทบต่อความสัมพันธ์

การใช้ตัวอย่างเช่นเหล่านี้จะช่วยให้นักเรียนเข้าใจถึงบริบทและการใช้งานของภาษาอย่างมีเหตุผลและเหมาะสมครับ และเป็นการเสริมสร้างทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณในการใช้ภาษาอีกด้วย

มีบางคนบอกว่า เราไม่ควรอนุญาต ให้มีการสอนคำหยาบในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นภาษาอะไรก็ตาม แน่นอน บางคนอาจมีความเห็นเช่นนั้นเพราะว่าการสอนคำหยาบอาจถูกมองว่าเป็นการส่งเสริมหรือยอมรับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในสังคม และอาจเกิดความเป็นอิสระในการใช้งานคำหยาบคายในชุมชนโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น

แต่การมีการสอนคำหยาบอาจมีแนวทางที่เหมาะสมเมื่อนำเสนอในบริบทที่เหมาะสมและมีวัตถุประสงค์เช่น:

การสอนคำหยาบในบริบทของการสื่อสาร: การเสนอคำหยาบในบริบทของการสื่อสารที่ไม่เหมาะสม เช่น ในการสนทนาระหว่างเพื่อนหรือการใช้ภาษาหยาบในบทเพลง สามารถใช้เป็นวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้ว่าใช้ภาษาหยาบคายอย่างไรเป็นผลลัพธ์ต่อการสื่อสารและความสัมพันธ์

การเชื่อมโยงคำหยาบกับความรู้สึกและความคิด: เนื่องจากคำหยาบส่วนใหญ่มักจะถูกใช้เมื่อมีอารมณ์รุนแรงหรือไม่พอใจ การสอนความรู้สึกและความคิดที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาหยาบคายอาจช่วยให้นักเรียนเข้าใจเหตุผลและผลลัพธ์ของการใช้ภาษานี้ได้มากขึ้น

การสร้างการเข้าใจในเรื่องของความเหมาะสม: การเสนอคำหยาบในบริบทที่ไม่เหมาะสมและวิเคราะห์เหตุผลที่ทำให้คำหยาบไม่เหมาะสมในบริบทนั้น ช่วยให้นักเรียนเข้าใจถึงความสำคัญของการใช้ภาษาอย่างเหมาะสมและเคารพ

การสร้างทักษะการวิเคราะห์และการตัดสินใจ: การให้นักเรียนวิเคราะห์และตัดสินใจว่าเมื่อใดควรใช้หรือไม่ควรใช้คำหยาบ และเหตุผลที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยพัฒนาทักษะการวิเคราะห์และการตัดสินใจที่ดี

การสอนคำหยาบอาจจะเป็นเครื่องมือที่ดีในการสร้างการเข้าใจและความตระหนักในการใช้ภาษา และเป็นการเตรียมพร้อมให้นักเรียนใช้ภาษาอย่างมีเหตุผลและเหมาะสมในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วยครับ


คำหยาบ (profanity) กับ อารมณ์ (Emotion) เกี่ยวข้องกันอย่างไร

คำหยาบและอารมณ์มีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากคำหยาบมักถูกใช้ขึ้นมาเมื่อมีการแสดงอารมณ์บางประเภท ดังนั้น คำหยาบมักจะเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงอารมณ์ที่แท้จริงของบุคคล โดยมักจะเกี่ยวข้องกับอารมณ์ที่รุนแรง อ่อนแอ หรือไม่พอใจ ดังนั้น ความเกี่ยวข้องระหว่างคำหยาบและอารมณ์มีดังนี้:

การแสดงอารมณ์และความไม่พอใจ: เมื่อบุคคลรับการกระทำที่ไม่พอใจหรือรู้สึกโกรธ มักจะมีการใช้คำหยาบเป็นการแสดงออกเกี่ยวกับความไม่พอใจนั้น คำหยาบมักเป็นช่องทางในการผ่อนคลายความเครียดและอารมณ์เช่นนี้

การแสดงความเศร้าหรือท้อแท้: เมื่อบุคคลรู้สึกเศร้าหรือท้อแท้ เขาอาจมีการใช้คำหยาบเพื่อแสดงถึงความเศร้าหรือความไม่สุข

การแสดงความรังเกียจและความไม่พอใจ: คำหยาบมักถูกใช้เมื่อมีการแสดงความรังเกียจหรือความไม่พอใจ มักใช้ในบทสนทนาที่ไม่พึงประสงค์หรือเมื่อบุคคลรู้สึกโกรธต่อบุคคลอื่น

การแสดงความรักและความสุข: บางครั้งคำหยาบอาจถูกใช้เพื่อแสดงความรักและความสุขอย่างไม่เป็นทางการ เช่น เมื่อคุยกับเพื่อนสนิทหรือสมาคมกลุ่ม

การสร้างความสนุกสนานและการเชื่อมต่อ: คำหยาบบางครั้งถูกใช้เพื่อสร้างความสนุกสนานหรือการเชื่อมต่อในบริบทของการพูดคุยสมาคม

การใช้คำหยาบมักเป็นการแสดงอารมณ์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ของบุคคล และมักถูกใช้ในบริบทของความรู้สึกที่เข้มข้น การเข้าใจความเกี่ยวข้องระหว่างคำหยาบและอารมณ์จะช่วยให้เราเข้าใจถึงทางที่บุคคลอาจมีในการใช้ภาษาอย่างไรเมื่อมีอารมณ์อย่างต่าง ๆ ปรากฏออกมา


สรุป


การสอนภาษา แม้แต่คำศัพท์ที่ไม่สุภาพหรือหยาบคาย ก็ไม่ได้หมายความถึงการส่งต่อหรือสร้างอิทธิพลเชิงลบต่อนักเรียน ปัจจุบันนี้ นักเรียนนักศึกษาสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่มีเนื้อหาหยาบคายได้อยู่แล้วทางสื่อต่างๆ 

ตรงกันข้ามการให้ความรู้ที่ถูกต้อง ส่งเสริมเด็กด้วยความรู้ที่เพียงพอเกี่ยวกับการใช้ภาษา ซึ่งได้รับจากการสอนการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ผมเชื่อว่าการ Open Up นี้สามารถเป็นข้อได้เปรียบ ส่งผลดีต่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ

References

Andang, K., & Bram, B. (2018). Swear words and their implications for English language learning-teaching. LLT Journal, 21(Suppl), 43. doi:10.24071/llt.2018.Suppl2105


Andersson, L., & Trudgill, P. (1990). Bad Language. Oxford: Blackwell.

Amanda Gillis-Furutaka (2024). PROFANITY AND EMOTION ARE INEXTRICABLY

ENTWINED – LET ME SHOW YOU HOW. JALT Mind, Brain, and Education SIG.

Available online at: https://drive.google.com/file/d/1IvIqsWLjBCPCWnTPT1Ql1sxEN8Y-JrAU/view


 Wedlock, J. (n.a). Teaching about Taboo Language in EFL/ESL Classes: A Starting Point Available online at https://files.eric.ed.gov/fulltext/EJ1263547.pdf




Janpha Thadphoothon is an assistant professor of ELT at the International College, Dhurakij Pundit University in Bangkok, Thailand.



He/She Said และ They Said "XYZ"

 He/She Said และ They Said "XYZ"

Janpha Thadphoothon

ลักษณะหนึ่งในการใช้ภาษาอังกฤษ คือการ อ้างคำพูดของคนอื่น He said X. หรือ She said Y.
คือเราอ้างว่า เขาพูดอย่างนั้นอย่างนี้ เช่น He said "I love you."

He said ใช้ V2 เพราะ การพูดดังกล่าว เกิดขึ้นและสิ้นสุดไปแล้ว 
"I love you" จะเห็นว่า อยู่ในเครื่องหมายคำพูด (Quotation Mark) จะเป้น Tense อะไรก็ได้อยู่แล้ว เช่น

He said, "I did not see you in class yesterday."

หลังจากที่เราได้เข้าใจหลักการใช้ "He/She said" แล้ว เรามาพูดถึงการใช้ "They said" กันบ้างน.ครับ

เมื่อเราใช้ "They said" เรามักจะอ้างถึงคำพูดของกลุ่มคนหรือบุคคลที่ไม่ระบุชื่อเนื่องจากเราไม่ทราบว่าพูดมาจากใครในกลุ่มนั้น หรือเพื่อเน้นถึงความเป็นกลาง ไม่ใช่เฉพาะบุคคลเดียว ตัวอย่างเช่น

"They said the meeting would be postponed until next week."

ในประโยคข้างต้น เราใช้ "They said" เพื่ออ้างถึงคำพูดที่ได้ยินจากกลุ่มคนหรือบุคคลหลายคนว่า การประชุมจะถูกเลื่อนไปสู่สัปดาห์หน้า โดยไม่ระบุชื่อใครในกลุ่ม

นอกจากนี้ "They said" ยังสามารถใช้เพื่ออ้างถึงคำพูดที่มีการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ไม่ได้มาจากบุคคลหรือกลุ่มที่เฉพาะเจาะจง เช่น

"They said it's going to rain tomorrow."

ในกรณีนี้ เราใช้ "They said" เพื่ออ้างถึงข้อมูลที่เป็นทั่วไปหรือเป็นข่าวสารที่มีการเผยแพร่ในสังคม ไม่ได้มีการระบุใครเป็นผู้พูด

ดังนั้น เมื่อเราใช้ "They said" เราจะมักจะเน้นถึงความเป็นกลาง หรือข้อมูลที่มีการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง โดยไม่ได้ระบุเจาะจงถึงบุคคลหรือกลุ่มเฉพาะใดๆ ที่เป็นผู้พูด

อย่างไรก็ตาม การใช้ "They said" ยังขึ้นอยู่กับบริบทและวัตถุประสงค์ของการใช้ภาษาด้วย การเลือกใช้คำพูดอย่างเหมาะสมจึงเป็นสำคัญ เพื่อให้ข้อความมีความชัดเจนและถูกต้องตามบริบทที่กำหนด



Application-supported Image: Canva Pro

ความถูกต้อง นั้น สำคัญสุดๆ นะครับ หากการอ้างไม่ถูกต้อง อาจถูกมองว่า เราโกหก พูดเท็จก็ได้
ดังนั้น การอ้างจึงควรมีหลักฐาน (Evidence) - โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีที่เป็นทางการ (Formal)

ไม่ว่าจะอ้างอะไรหรือใครก็ตาม

He said the PM is going to resign.
She said her ex was a con.
They said Thai people are not good at English.

เราลองมาวิเคราะห์กันดูนะครับ

เหตุผลที่การอ้างถึงคำพูดควรมีหลักฐานเป็นสิ่งสำคัญมากๆ เนื่องจากการพูดโดยไม่มีหลักฐานอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด หรือถูกตีความว่าเป็นการโกหกหรือพูดเท็จได้ ดังนั้น เรามาดูตัวอย่างและอธิบายเหตุผลของแต่ละกรณีกันนะครับ

1. He said the PM is going to resign.

   - หลักฐาน (Evidence): บันทึกการสัมภาษณ์หรือเอกสารทางการที่ระบุถึงคำพูดของผู้เอาชีวิตจิตใจที่เกี่ยวข้อง มีหรือไม่อย่างไร

 เพื่อให้การอ้างถึงคำพูดมีน้ำหนักและถูกต้อง เราควรมีหลักฐานเชื่อถือได้ เช่น บันทึกการสัมภาษณ์ทางการ หรือเอกสารที่ระบุถึงคำพูดของบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดพลาดหรือการตีความที่ไม่ถูกต้องว่าเราโกหกหรือพูดเท็จ


2. She said her ex was a con.

   - หลักฐาน (Evidence): บันทึกการสัมภาษณ์หรือเอกสารที่ระบุถึงคำพูดของผู้เอาชีวิตจิตใจที่เกี่ยวข้อง

  เรื่องราวเกี่ยวกับคนอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องความเป็นจริงในทางที่มีผลต่อเครื่องหมายชีวิตของพวกเขา การมีหลักฐานที่รองรับจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดพลาด และช่วยให้เราสามารถสื่อสารได้อย่างถูกต้อง

3. They said Thai people are not good at English.

   - หลักฐาน (Evidence): ข้อมูลสถิติหรือการสำรวจที่ระบุถึงระดับความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทย

เรื่องที่เกี่ยวกับความสามารถหรือลักษณะของกลุ่มคนใดๆ มักจะต้องมีข้อมูลหรือหลักฐานที่รองรับเพื่อให้การอ้างถึงมีน้ำหนักและถูกต้อง เช่น ข้อมูลสถิติหรือการสำรวจที่ระบุถึงระดับความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดพลาดหรือการตีความที่ไม่ถูกต้องว่าเราโกหกหรือพูดเท็จ

ดังนั้น การมีหลักฐานที่รองรับเป็นสิ่งสำคัญเมื่อเราต้องการอ้างถึงคำพูดของบุคคลหรือกลุ่มคนใดๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดพลาดหรือการรับรู้ที่ไม่ถูกต้องในสังคม

He told me to see the doctor.

การใช้ "He said, 'You need to see the doctor'" และ "He told me to see the doctor" ในเรื่องของ direct and indirect speech มีความแตกต่างกันดังนี้:

1. "He said, 'You need to see the doctor'": ในประโยคนี้เราใช้คำพูดตรงตัวของบุคคลที่เรากำลังพูดถึง โดยใช้เครื่องหมายคำพูด (quotation marks) เพื่อระบุว่าเป็นคำพูดตรงตัวของบุคคลนั้นๆ ซึ่งเป็นรูปแบบของ direct speech หรือการอ้างถึงคำพูดโดยตรงจากบุคคลนั้นๆ

ส่วน

2. He told me to see the doctor. ในประโยคนี้เราไม่ได้ใช้เครื่องหมายคำพูด เราใช้ indirect speech หรือการอ้างถึงคำพูดโดยไม่ตรงจากบุคคลนั้นๆ โดยที่เรากล่าวถึงสิ่งที่บุคคลนั้นๆ บอกให้ทำ โดยไม่ใช้คำพูดตรงตัวของเขา ดังนั้น เราเรียกประโยคนี้ว่า indirect speech หรือการอ้างถึงคำพูดโดยไม่ตรงจากบุคคลนั้นๆ

ความแตกต่างระหว่างทั้งสองประโยคคือการใช้ direct speech และ indirect speech โดยที่ direct speech เป็นการอ้างถึงคำพูดโดยตรงจากบุคคลที่เรากำลังพูดถึง ในขณะที่ indirect speech เป็นการอ้างถึงคำพูดโดยไม่ตรงจากบุคคลนั้นๆ และอาจมีการเปลี่ยนรูปคำพูดในบางกรณี 

He told the audience that global warming is not real.

ความแตกต่างระหว่าง "He told the audience that global warming is not real." และ "He said global warming is not real." คือ:

1. "He told the audience that global warming is not real.": ประโยคนี้เป็นการอธิบายว่าเขาได้บอกข้อมูลเกี่ยวกับเรื่อง global warming ให้กับผู้ฟังหรือผู้รับข่าวที่เป็นกลุ่มใหญ่ ซึ่งในกรณีนี้เขาอาจจะเป็นผู้รู้เกี่ยวกับเรื่องนั้น และเขาอาจเข้าถึงข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ

2. "He said global warming is not real.": ประโยคนี้เป็นการอธิบายว่าเขาเองพูดถึงเรื่อง global warming โดยไม่ระบุว่าเขาพูดถึงใครหรือกลุ่มใด เป็นการใช้ direct speech โดยตรง

ดังนั้นความแตกต่างคือในประโยคแรก เขาเป็นผู้ให้ข้อมูลแก่ผู้ฟังหรือผู้รับข่าว ในขณะที่ในประโยคที่สอง เขาเป็นผู้พูดตรงๆ และไม่ระบุว่าพูดให้กับใคร


ความแตกต่างระหว่าง "He said that global warming is a hoax." และ "He said global warming may not be a real thing." อยู่ที่:


Is it a hoax?

1. "He said that global warming is a hoax.": ประโยคนี้เป็นการระบุให้เห็นว่าเขากล่าวว่าปรากฏการณ์ global warming เป็นเรื่องที่ผู้พูดคิดว่าเป็นโกหกหรือเท็จ ดังนั้นเขาให้ข้อมูลอย่างแน่นอนว่าเขาเชื่อว่า global warming ไม่ใช่เรื่องที่จริง แต่เป็นเรื่องโกหก (Hoax)

2. "He said global warming may not be a real thing.": ในประโยคนี้เขากล่าวถึงสิ่งที่เราเรียกว่า indirect speech หรือการอ้างถึงคำพูดคนอื่น โดยในกรณีนี้เขาไม่ได้ระบุถึงว่าเขาเชื่อว่า global warming เป็นเรื่องที่เท็จหรือไม่ แต่เขากล่าวว่ามันอาจจะไม่เป็นเรื่องจริง เป็นการแสดงความไม่แน่ใจหรือความเป็นไปได้ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับ global warming ตามความเชื่อของเขา


History repeats itself.

การใช้ "They say history repeats itself" เป็นประโยคในปัจจุบันที่ใช้ "say" ในรูปคำกริยา (V1) "repeats" คือกริยาช่องที่ 1 ซึ่งหมายความว่าความคิดนี้เป็นความคิดที่ยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน และมักใช้เพื่อบอกถึงความเชื่อทั่วไปหรือสำนึกสาธารณะ As they say, history is bound to repeat itself.

ส่วน "They said that they had bought the history book" เป็นประโยคในอดีตที่ใช้ "said" เป็นคำกริยาช่วย และ "้had bought" เป็นกริยาช่องที่ 3 ซึ่งหมายความว่าการซื้อหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เกิดขึ้นในอดีต ในที่นี้ "said" เป็นคำกริยาช่วยในอดีต แสดงถึงการกระทำในอดีต ดังนั้น ประโยคนี้ใช้สำหรับการอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตและเสร็จสิ้นลงแล้ว ซึ่งเป็นการแสดงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเสร็จสิ้นลงในอดีตแล้ว She said they had left the city. มาจาก She said, "They left the city."


Direct Speech

He said "I have never been to Canada"

Reported Speech

He said that he had never been to Canada.

Direct Speech

He asked me "Have you been to Canada?"

Reported Speech

He asked me if I had been to Canada.


The book says...

"I just read a book about entrepreneurship." = "ฉันเพิ่งอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเป็นนักธุรกิจ"

"The book says that being an entrepreneur is challenging, but fun." = "หนังสือกล่าวว่าการเป็นนักธุรกิจมีความท้าทาย แต่ก็มีความสนุก"

The books that I recently read say a lot about the challenges and rewards of entrepreneurship. อ้างหนังสือก็ได้ The book says that exercise and a balanced diet are crucial for maintaining good health. TV says that staying informed about current events is important for being an engaged citizen.

The law says...

หากต้องการอ้างกฎหมาย The law says/states that all citizens must abide by the regulations set forth by the governing body.

อ้างวิทยุ

"The radio says that traffic on the main highway is backed up due to an accident." - นั่นเป็นประโยคในปัจจุบันที่ใช้ "says" เพราะว่าเรากำลังพูดถึงสิ่งที่รายการวิทยุกำลังรายงานในขณะนั้น แสดงถึงข้อมูลปัจจุบัน

"The radio said that traffic on the main highway is backed up due to an accident." - นั่นเป็นประโยคในอดีตที่ใช้ "said" เพราะว่าเรากำลังพูดถึงสิ่งที่รายการวิทยุได้รายงานไว้ในอดีต แสดงถึงเหตุการณ์หรือข้อมูลที่เกิดขึ้นในอดีตลงในปัจจุบันว่าได้รายงานไปแล้ว The Bangkok Post reports that the government plans to implement new measures to boost economic growth.

ในมิติของแหล่งข่าว ประโยคทั้งหมดสื่อถึงข้อมูลหรือข่าวสารที่มีความสำคัญในสังคมหรือสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมีลักษณะการใช้ภาษาที่เหมาะสมกับแต่ละแหล่ง อาจจะมีคำกริยาที่ใช้แสดงถึงข่าวที่เกิดขึ้นในปัจจุบันหรือเร็ว ๆ นี้ เช่น "The Bangkok Post reports that the government plans to implement new measures to boost economic growth." หรือ "The radio says that traffic on the main highway is backed up due to an accident."

อ้างข่าวลือ (Rumors)

Rumors say that the company is planning to launch a new product next month. ในมิติของ English Grammar ประโยคทั้งหมดเป็นประโยคที่ใช้รูปแบบภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง และสื่อถึงความหมายอย่างชัดเจน โดยมีการใช้คำกริยาในรูปแบบที่เหมาะสมกับบทบาทและสถานการณ์ที่กำลังพูดถึง เช่น "says" เมื่อใช้กับ "TV" ซึ่งเป็นคำกริยาเพื่อแสดงถึงข่าวสารหรือข้อมูลที่เป็นประจำในปัจจุบัน และ "said" เมื่อใช้กับ "The radio" เพื่อแสดงถึงข้อมูลหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต ดังนั้น ประโยคทั้งหมดเป็นตัวอย่างที่ใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้องและชัดเจนครับ

การอ้างคำพูดหรือข้อมูลจากคนอื่น

การอ้างคำพูดหรือข้อมูลจากคนอื่นอาจมีข้อดีในการเพิ่มเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือให้กับข้อความหรือเรื่องราวที่เรากำลังสื่อสารไปยังผู้อ่านหรือผู้ฟัง อย่างไรก็ตาม การอ้างอิงคนอื่นมากเกินไปก็อาจมีข้อเสียบางอย่างดังนี้: 1. ขาดความเด่น: เมื่อพูดหรือเขียนเกี่ยวกับเรื่องราวหรือความคิดของตนเองและมักอ้างอิงคำพูดหรือความคิดของผู้อื่นมากเกินไป อาจทำให้คนอื่นไม่สนใจหรือไม่ได้ให้ความสำคัญกับมุมมองของเราเองที่สำคัญกว่า 2. ขาดความน่าเชื่อถือ: หากเราอ้างอิงคำพูดหรือข้อมูลจากคนอื่นมากเกินไปโดยไม่มีการตรวจสอบหรือพิจารณาความถูกต้องของข้อมูล อาจทำให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือในเรื่องที่เรากำลังสื่อสารไปยังผู้อื่น 3. ขาดความเป็นกลาง: การอ้างอิงคนอื่นมากเกินไปอาจทำให้เราขาดความเป็นกลางในการแสดงความคิดเห็นหรือมุมมองของเราเอง เนื่องจากเรามุ่งเน้นในการอ้างอิงคำพูดหรือเหตุการณ์ของผู้อื่นมากกว่าการแสดงออกเป็นตัวของเราเอง 4. การสร้างความขัดแย้ง: บางครั้งการอ้างอิงคนอื่นมากเกินไปอาจทำให้เกิดความขัดแย้งหรือความสงสัยในความถูกต้องของข้อมูลหรือความเชื่อที่เรากำลังสื่อสาร โดยเฉพาะหากคนอื่นมีมุมมองหรือสิ่งที่เขาอ้างอิงแตกต่างจากเรา เมื่อเราใช้การอ้างอิงคนอื่นในการสื่อสารเรื่องราวหรือข้อมูล ควรมีการใช้งานอย่างระมัดระวังและมีการตรวจสอบข้อมูลให้เป็นอย่างดีเสมอ และหากเป็นไปได้ควรให้มุมมองหรือเหตุผลของเราเองด้วย He said the stars would never fade, She said love's a game to be played. They said the world's too dark to find the light, But I say hope can still ignite. He said dreams are meant to shatter, She said life's a constant battle. They said the odds are never in your favor, But I say courage makes you braver. He said the past will haunt your soul, She said the future's out of control. They said fate decides our destiny, But I say we shape our own journey.

สรุป

เมื่อเราใช้ "He said" หรือ "She said" เรากำลังใช้ภาษาอังกฤษเพื่ออ้างถึงคำพูดหรือคำกล่าวของบุคคลอื่น ๆ โดยทั่วไปเราจะใส่ข้อความที่พูดเข้าไปในเครื่องหมายคำพูด (quotation marks) เพื่อแสดงว่าเป็นคำพูดที่ถูกอ้างอิงตรงตามที่บุคคลนั้นๆ กล่าวไว้ เช่น "He said 'I love you'." หรือ "She said 'I'll be there at 10 o'clock'."

การใช้รูปแบบนี้ช่วยให้เราสามารถแสดงถึงคำพูดของคนอื่นๆ ได้โดยตรง และเป็นการอ้างถึงข้อมูลหรือคำพูดที่เป็นประโยชน์ในการเสริมสร้างข้อเรียนรู้หรือเสนอความเห็นในเรื่องต่างๆ ในการเขียนหรือการพูดในภาษาอังกฤษ







Janpha Thadphoothon is an assistant professor of ELT at the International College, Dhurakij Pundit University in Bangkok, Thailand.

Wednesday, May 1, 2024

การใช้ Lie, Lay, Laid and Lain ในภาษาอังกฤษ

การใช้ Lie, Lay, Laid and Lain 

ผศ.ดร. จันทร์พา ทัดภูธร

My two cats like to lie in the sun's warm glow,
In its golden embrace, they find comfort below.
They never lie to me, in their silent repose,
Their honesty shines, as the sunlight bestows.

My hens enjoy laying eggs, a daily task,
In their cozy nests, it's all they ask.
They never lie to me, with their gentle cluck,
In their simple world, honesty's in luck.


เริ่มเรียนกันเลยครับ วันนี้เราจะมาเรียนรู้เกี่ยวกับประโยคที่มีคำว่า "lay" และ "lie" กันนะครับ

ก่อนอื่นเลย เรามาดูความหมายของ "lay" กับ "lie" กันก่อนครับ

ลองอ่านบทกวีนี้ดูนะครับ

In the nest, the hen lays eggs with ease,

A mother's duty, she aims to please.

But beware, for some, the truth they deny,

In falsehoods and lies, they choose to lie.


"lay" คือคำกริยาที่เรียกว่ากริยาที่รับของ หรือต้องมรกรรมมารองรับ (Transitive Verbs) หมายความว่าเราต้องมีของที่จะวาง something ลงไป ดังนั้นเมื่อคุณ "lay" อะไรบางอย่าง คุณกำลังวางมันไปอย่างแนบแน่น ตัวอย่างเช่น "I lay the book on the table" ในประโยคนี้ "the book" คือของที่กำลังวางลงไป

จะพูดว่า I lay. โดยไม่บอกว่า จะ Lay อะไรสักอย่างไม่ได้นะครับ

Lay down your weapons. วางอาวุธ

In the room, lay the book upon the table, มีการใช้ Inversion นะครับ

A simple act, as clear as it's able.

But lie down on the beach, in the sun's embrace,

Relax and unwind, in nature's warm grace.

แต่สำหรับ "lie" ก็เป็นคำกริยาที่ไม่ต้องมีของตาม เมื่อคุณพูดถึง "lie" (ไม่ใช่การโกหกนะครับ) คุณกำลังพูดถึงสิ่งที่นอนอยู่ในท่านอน ตัวอย่างเช่น "The cat likes to lie in the sun" ในประโยคนี้ ไม่มี X ตามหลัง "The cat" เพียงแค่พูดถึงสิ่งที่นอน

You lay a book on the table.
You need to lie down on the floor.


You lay a book on the table,

Placing it gently, as you're able. But you need to lie down on the floor, Rest your weary body, let your worries soar.

คงจะเคยได้ยินคำคมที่ว่า “What lies behind us, and what lies before us, are tiny matters compared to what lies within us.” — Ralph Waldo Emerson
“สิ่งที่อยู่ข้างหลังเรา และสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าเรา ถือเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เมื่อเทียบกับสิ่งที่อยู่ภายในตัวเรา”

We don't know what lies ahead. / No one knows what lies ahead.

Lay (V1) Laid (V2)

คำกริยา "lay" ในอดีตก็คือ "laid" นั่นเองครับ เช่น "Yesterday, I laid the book on the table" หมายความว่าเมื่อวานผมวางหนังสือลงไปบนโต๊ะ

His reforms laid the foundation of future greatness. การปฏิรูปของเขาวางรากฐานของความยิ่งใหญ่ในอนาคต

ส่วน "lie" ในอดีตก็เป็น "lay" เช่น "Yesterday, the cat lay in the sun" หมายความว่าเมื่อวานแมวนอนอยู่ในแสงแดด

Yesterday, I laid the book on the table,

Setting it down, as I was able.

Yesterday, the cat lay in the sun,

Basking in warmth, her day begun.


และนั่นก็คือความแตกต่างระหว่าง "lay" และ "lie" นะครับ! จำได้ว่า "lay" ต้องมีของ/อะไรบางอย่างตาม (Transitive)  และ "lie" ไม่ต้องมี และอย่าลืมดูการใช้งานในอดีตด้วยนะครับ! ฝึกฝนให้มากขึ้นจะได้เก่งขึ้นนะครับ 


Lay eggs คือ การวางไข่

เริ่มจาก "lay" ครับ ในทางที่เกี่ยวข้องกับไข่ "lay" หมายถึงการวางไข่ มันเป็นกริยาที่ใช้ในการพูดถึงการวางไข่ลงไป เช่น "Chickens lay eggs" หรือ "The bird laid an egg" ที่นี้คำนี้ใช้ในรูปของ "lay" ที่หมายถึงการวางไข่

แต่ "lay" ในแง่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับไข่ คือการวางบางสิ่งอย่างลงไปอย่างแนบแน่น ตัวอย่าง เช่น "Please lay the table for dinner" หมายถึงกระบวนการการจัดโต๊ะให้พร้อมสำหรับอาหาร

การใช้ในอดีต

"laid" คือรูปของ "lay" ในอดีต ซึ่งหมายถึงการวางไข่ หรือการวางสิ่งของลงไป เช่น "Yesterday, the hen laid three eggs" หรือ "Yesterday, Penny laid her cards on the table"

Lay your cards on the table, let truth be shown,

No need for secrets, let honesty be known.

Put your cards on the table, be clear and true,

Admit when you're lost, and uncertain what to do.

Yesterday, the hen laid three eggs,

In her cozy nest, where comfort begs.

Yesterday, Penny laid her cards on the table,

Revealing her hand, as clear as she's able.


ต่อไปเรามาดู "lie" ที่หมายถึงการโกหก

เราใช้ "lie" เมื่อเราพูดถึงการพูดเท็จหรือโกหก ตัวอย่างเช่น "She lied about her age" หมายความว่าเธอโกหกเรื่องอายุของเธอ

She lied about her age, a deceitful play,

Hiding the truth, in a clever way.

But it's time to lay it on the line,

Be honest and clear, let the truth shine.


You're just going to have to lay it on the line,

Tell her straight, it's not up to the sign.

Be direct, be firm, don't tiptoe or bluff,

In honesty lies the path, strong and tough.


จำได้เลยนะครับว่า "lay" คือการวางบางสิ่ง และ "lie" คือการพูดเท็จ

The foundation stone was laid in 1972. แปลว่า ได้มีการวางศิลาฤกษ์เมื่อปี พ.ศ. 2515

laid มาจาก lay ที่แปลว่า วาง นั่นเอง

His education would lay a strong foundation of his life. การศึกษาของเขาจะเป็นการวางรากฐานอันแข็งแกร่งในชีวิตของเขา

ตอนนี้เราจะมาเรียนรู้เกี่ยวกับคำว่า "lay" และ "lie" ในรูปแบบของคำอดีตกันครับ

เริ่มจาก "lay" ครับ ในรูปของอดีต "lay" เป็น "laid" และ "lain" เมื่อถูกใช้กับกริยาช่องที่ 3 หรือ perfect participle

ตัวอย่างเช่น

Yesterday, I laid the book on the table. (เมื่อวานนี้ผมวางหนังสือลงบนโต๊ะ)

The eggs were laid by the hens this morning. (ไข่ถูกวางโดยไก่เช้านี้)


The blanket has been lain on the bed. (ผ้าห่มถูกวางบนเตียงแล้ว)

และมาดูกันเลยเกี่ยวกับ "lie" ที่ใช้ในความหมายของการนอน


"lie" ในอดีตเป็น "lay" และ "lain" เมื่อถูกใช้กับกริยาช่องที่ 3 หรือ perfect participle

ตัวอย่างเช่น

Last night, I lay on the couch for hours. (คืนนี้ผมนอนบนโซฟาเป็นเวลาหลายชั่วโมง)

The cat has lain on the windowsill all day. (แมวนอนอยู่บนชั้นประตูตลอดวัน)

Last night, I lay on the couch for hours,

Resting in silence, under moonlit towers.

The cat has lain on the windowsill all day,

Basking in sunlight, in her own way.


และนั่นก็คือการใช้ "lay" และ "lie" ในรูปแบบของคำอดีตครับ! ฝึกฝนให้เข้าใจมากขึ้นนะครับ 


มาเริ่มทำแบบฝึกหัดกันเถอะ!

Testing your understanding of "lay" and "lie":

1. Which sentence is correct?

a) The cat likes to lay in the sun.

b) Yesterday, I laid in bed all morning.

c) She lied the book on the table.


2. What is the past tense of "lie"?

a) lay

b) lied

c) lain


3. Which sentence is correct?

a) The dog lays on the floor.

b) She lied to her friend about the party.

c) Yesterday, I lay in the park for hours.


4. What is the past participle of "lay"?

a) lay

b) laid

c) lain


5. Which sentence is correct?

a) The eggs were lain by the hens this morning.

b) He lies the tools on the workbench.

c) Yesterday, she laid her cards on the table.


6. What is the past tense of "lay"?

a) laid

b) layed

c) lain


7. Which sentence is grammatically correct?

a) The cat has lain on the windowsill all day.

b) She lays to her parents about her grades.

c) Yesterday, I lied the book on the table.


8. What is the past tense of "lie"?

a) lied  b) lay   c) lain


9. Which sentence is grammatically correct?

a) Last night, I lay on the couch for hours.

b) The cat has lied on the windowsill all day.

c) The eggs were laid by the hens this morning.

10. What is the past participle of "lie"?

a) lain   b) lied   c) layed


Answers:

1. b) Yesterday, I laid in bed all morning.

2. c) lain

3. c) Yesterday, I lay in the park for hours.

4 b) laid

5. c) Yesterday, she laid her cards on the table.

6. a) laid

7. a) The cat has lain on the windowsill all day.

8. b) lay

9. c) The eggs were laid by the hens this morning.

10. a) lain


Sentence completion items:

1. The hen ____ three eggs yesterday.

a) lays / b) laid / c) lain

2. Yesterday, the cat ____ in the sun for hours.

a) lays / b) lay / c) lied

3. She ____ to her parents about her whereabouts.

a) lays  b) lay  c) lied

4. The eggs were ____ by the hens this morning.

a) lays / b) laid / c) lying

5. Last night, I ____ on the couch for hours.

a) lays  b) laid  c) lay

6. The cat has ____ on the windowsill all day.

a) lays  b) lain  c) lied

7. Yesterday, she ____ her cards on the table.

a) lays   b) laid   c) lying

8. He ____ the tools on the workbench.

a) lays   b) laid  c) lying

9. The blanket has been ____ on the bed.

a) lays   b) laid c) lain

10 She ____ about her age.

a) lays   b) lied   c) lying


Answers:

(1) b) laid (2) b) lay (3) c) lied (4) b) laid (5) c) lay

(6) b) lain (7) b) laid (8) a) lays (9) c) lain (10) b) lied


ว่าด้วยเรื่อง การใช้ Lain (V3)

"Lain" เป็นรูปกริยาช่องที่สาม (Past Participle) มาจากกริยา "lie" เมื่อใช้แสดงถึงการนอนหรือพักผ่อนในท่านอนบนพื้นหรือพื้นผ่อน เรามาดูวิธีการใช้ "lain" อย่างถูกต้องนะครับ:

มาจากคำว่า Lie (V.): 

You need to lie down.
I felt sick, so I lay (v.) down.

Lie - Lay (V2) - Lain (V3)

Lie: I had lain there for some time before getting up.

1. Lain (v3) เป็นกริยาใช้ร่วมกับ "Have" หรือ "Has": เพื่อสร้าง Present Perfect - แสดงถึงการกระทำที่เริ่มต้นในอดีตและยังคงต่อเนื่องในปัจจุบัน หรือผลกระทบยังคงอยู่

      - The cat has lain on the windowsill all day. (แมวนอนอยู่บนชั้นตลอดวัน)

   - The books have lain on the shelf for weeks. (หนังสือวางอยู่บนชั้นมาหลายสัปดาห์)


2. เป็นกริยาพร้อม "Had": ใช้ "lain" ร่วมกับ "had" เพื่อสร้าง Past perfect เพื่อแสดงถึงการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนการกระทำอดีตอื่น

   - By the time I woke up, he had already lain down. (เมื่อผมตื่นขึ้น มันได้นอนมาก่อนแล้ว)

   - She had lain awake for hours before finally falling asleep. (เธอตื่นอยู่มาหลายชั่วโมงก่อนที่จะหลับ)


I had lain there for some time before getting up,

In the quiet, stillness, sipping from life's cup.

By the time I woke up, he had already lain down,

In the warmth of slumber, where dreams are found.


3. เป็นกริยาแสดงอดีต "lain" สามารถใช้คนเดียวใน Past simple tense โดยเฉพาะในงานเขียนทางเรื่องการเขียนเป็นอย่างสูง

   - Yesterday, I lay down and had lain there for hours before getting up. (เมื่อวานนี้ ผมนอนลงและนั่งอยู่นานมากก่อนจะลุกขึ้น)

   - The blankets had lain untouched in the attic for decades. (ผ้าห่มนั่งไม่ได้สัมผัสเลยในห้องเตียงมาหลายทศวรรษ)

4. เป็นกริยาในสร้างสรรพนาม: "Lain" ยังสามารถใช้ในรูปสรรพนามได้ เพื่อแสดงว่าสิ่งที่ได้รับการนอนหรือวางลง ในประโยคที่ใช้สรรพนาม "Lain" ยังคงแสดงถึงการรับมือกระทำ

   - The bodies had lain undisturbed for centuries before they were discovered. (ศพนั่นยังคงนอนโดยไม่ถูกแตะต้องหลายศตวรรษก่อนที่จะค้นพบ)

   - The picnic blanket had lain spread out on the grass since morning. (ผ้าได้รับการวางไว้บนหญ้าตั้งแต่เช้า)

นี่คือวิธีการใช้ "lain" ในภาษาอังกฤษนะครับ! อย่าลืมฝึกฝนให้เข้าใจดีนะครับ และถ้ามีคำถามอะไร อย่าลังเลที่จะถามนะครับ!


หวังว่า ท่านคงจะได้รับความรู้เรื่องสนุกๆของภาษาอังกฤษนะครับ

To lie down beneath the vast expanse of sky,

Is to surrender to the universe, to let time fly.

In the quiet stillness, find solace in the grand scheme,

For life's transient moments are but a dream.


She lied to me, with words as transient as the breeze,

Yet in her falsehoods, deeper truths tease.

For in the deception, a mirror of human frailty,

Reflecting the complexity of our reality.


To lay eggs is to partake in nature's eternal dance,

A cycle of birth and rebirth, a cosmic romance.

In the cozy nest, life's continuity is laid,

Each egg a symbol of hope, in the shade.


Lay everything on the floor, strip away the veneer,

Expose the bare essence, let the truth appear.

In the emptiness, find clarity and grace,

For in simplicity, lies the path to embrace.


Yesterday, I laid the book on the shelf with care,

A metaphor for life's moments we share.

Laid in the past, yet echoes in the present ring,

Reminding us of the cyclical nature of everything.



Janpha Thadphoothon is an assistant professor of ELT at the International College, Dhurakij Pundit University in Bangkok, Thailand.


BIZNEWS DISCUSSION HUB - BLOGGER COMPATIBLE SNIPPET

💼 B1 Business News Discussion Hub Practice speaking with Sam, Laura, & Ken using Web Speech audio ...